สนใจสร้างธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์

แฟรนไชส์ต้องคิดก่อนลงทุน

แฟรนไชส์ต้องคิดก่อนลงทุน
16
Jul

         ใครสักคนถ้าต้องการลงทุนนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากต้องกำเงินก้อนที่อุตส่าห์เก็บออมมา แล้วยังต้องทุ่มทั้งกายและใจลงไปทำงาน ฝ่าฟันอุปสรรคนาๆ การลงทุนอย่างนี้เมื่อตกลงใจแน่วแน่แล้วการถอยหลังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากทำ บางครั้งก็ดูเหมือนคนหัวเข็งประเภทถอยหลังแล้วล้มเลย ถ้าหากเป็นอย่างนี้แล้ว ก่อนที่จะเริ่มลงทุนต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน อย่าซื้อตามอารมณ์ตัวเองและต่อไปนี้คือหลักการง่ายในการคิด เสียเวลาทำความเข้าใจสักหน่อยรับรองคิดได้แล้วไม่ผิดหวัง เพราะแฟรนไชส์นั้นต้องคิดก่อนลงทุน

 หลักการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุน

           การวิเคราะห์ธุรกิจแฟรนไชส์นั้นจะต้องมีการเก็บข้อมูล และก่อนเริ่มธุรกิจควรจะมีการทดลองการทำจริงกับธุรกิจสินค้านั้นด้วยเพื่อปรับสภาพจิตใจว่า เราทำได้จริงหรือไม่ นอกจากนั้นข้อมูลเบื้องต้นต่างๆนำมาเพื่อการเตรียมการทางด้านธุรกิจและเงินทุน ข้อมูลพื้นฐานจะช่วยให้สามารถเข้าใจสภาพธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งยอดขายที่ควรเป็น ความสามารถในการก่อรายได้ของตัวธุรกิจ เงินลงทุนขั้นต้นที่จะต้องลงทุน การวิเคราะห์การลงทุนในระดับพื้นฐาน เป็นการวิเคราะห์ด้านเงินทุนที่ต้องใช้หมุนเวียน และอาจจะลึกไปถึงการวางแผนการใช้เงินที่ได้มาจากระบบการขายแฟรนไชส์ด้วย โดยทั่วไปการวิเคราะห์การลงทุนที่ผู้ที่จะซื้อธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องคิดให้รอบคอบ และมองความเป็นไปได้โดยยึดหลักดังนี้

 การวิเคราะห์ส่วนประกอบสิ่งแวดล้อมเพื่อการลงทุน

           จัดทำประมาณการลงทุน  : โดยพิจารณาราคาของสินค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่าแฟรนไชส์ซีโดยเฉลี่ยจะต้องเตรียมเงินลงทุนเท่าใดในการประกอบธุรกิจ เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำโปรแกรมเพื่อคำนวณหาประมาณการลงทุนทั้งหมด นอกจากนี้ยังต้องประมาณค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงร้านเผื่อไว้ด้วย  และหามูลค่าการลงทุนเพิ่มในกรณีอายุการใช้งานของอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจะต้องวางแผนไว้แต่เริ่มดำเนินกิจการ  หากไม่กำหนดไว้ก่อนจะมากำหนดทีหลังจะเป็นเรื่องยากมาก การลงทุนระบบแฟรนไชส์อาจจะมีข้อมูลที่ต้องจัดเพิ่มเติมด้วย เช่น ลักษณะความชอบในธุรกิจของผู้ที่จะลงทุน ลักษณะการทำงานของผู้ที่เป็นเจ้าของระบบแฟรนไชส์  ความเป็นไปได้ของแผนงานทางการตลาด และแนวทางการสร้างระบบแฟรนไชส์ที่มีกลยุทธ์ที่เหมาะสม มากไปน้อยไปหรือไม่ นี่คือ แผนที่ใช้ในการเดินทางในธุรกิจของเราที่จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการตัดสินใจ

           การวิเคราะห์ดังกล่าวต้องมีการจัดทำเอกสารประกอบอื่นๆ ถือว่าเป็นการรวบรวมรายการต่างๆมองในภาพรวมของธุรกิจโดยยังไม่มีการลงมือจัดทำ เพียงให้เห็นความเป็นไปได้ของความคุ้มของตัวธุรกิจให้ชัดเจนมากขึ้น มีรายละเอียดชัดเจนดังนี้ 

  • รายละเอียดการลงทุน : วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้  ขนาดของอุปกรณ์  เครื่องครัว  เครื่องตกแต่ง  พิจารณาดูว่าจะต้องใช้จำนวนเท่าใด  แบบใด  จะทำให้ทราบจำนวนเงินลงทุนที่ต้องใช้  ทำให้แฟรนไชส์ซีทราบว่าต้องเตรียมเงินลงทุนเท่าใด
  • ยอดกำไรขาดทุน : พิจารณายอดขายของสาขาคู่แข่ง พิจารณาวันเปิด ประมาณยอดขายต่อเดือน โดยดูจากจำนวนโต๊ะ  แล้วคำนวณยอดขายต่อโต๊ะก็จะทำให้ทราบว่ายอดขายของร้านคู่แข่งเป็นเท่าใด  พิจารณาช่วงเวลาที่ขายไม่ดีที่สุดคือ วันพุทธ  และช่วงวันที่ขายดีที่สุดคือ วันเสาร์อาทิตย์  เปรียบเทียบยอดขายหากจำนวนสาขายิ่งมากการเปรียบเทียบยิ่งจะทำได้ง่าย
  • จัดทำงบกระแสเงินสด : หลังจากทราบแล้วว่ามีวัสดุ อุปกรณ์ใดบ้าง  มีจำนวนเท่าใด  และต้องใช้เงินทุนเท่าใดแล้ว  เราจะต้องจัดทำงบกระแสเงินสดเพื่อแสดงจำนวนเงินสดออก  และเงินสดเข้าเพื่อเตรียมไว้ให้แฟรนไชส์ซอร์พิจารณา
  • จัดทำประมาณการยอดกำไร ขาดทุนของร้าน : หาจุดคุ้มทุนโดยพิจารณาว่าร้านจะต้องขายได้เท่าใดจึงจะคุ้มทุน  พิจารณารายได้เปรียบเทียบกับต้นทุนที่จ่าย

ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ใน ฐานะของผู้ที่เป็นแฟรนไชส์ซอร์ก็จะต้องสร้างรูปแบบเพื่อให้ผู้ต้องการลงทุนได้เห็นภาพการลงทุนให้ด้วย หลังจากจัดทำรายละเอียดดังกล่าวแล้วยังมีความพร้อมที่จะลงทุน ก็ต้องเพิ่มเติมการวางแผนงานต่ออีก โดยถือเป็นการจัดทำข้อมูลพื้นฐานสำหรับตัวร้านค้าที่จะลงทุนจริงในพื้นที่นั้น โดยมีหลักการดังนี้

การจัดทำข้อมูลพื้นฐานก่อนเริ่มธุรกิจ

เป็นการจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญต่อ การบริหารยอดขาย และระบบการเงินการลงทุน การสร้างแผนทางธุรกิจก่อนลงทุนจริงจะใช้ข้อมูลดังต่อไปนี้

  • เงินทุนที่ต้องการใช้ตามประเภทหรือขนาดของพื้นที่ร้าน : มีอุปกรณ์ใดบ้าง และค่าตกแต่งเท่าใด
  • นับจำนวนคนที่เดินผ่านร้านเปรียบเทียบกับลูกค้าที่เข้าร้าน : นับจำนวนคนที่เดินผ่านไปมาเพื่อคำนวณหารายได้เฉลี่ยต่อหัว ที่คาดการณ์จากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นการคิดจากสัดส่วนของจำนวนคนที่ผ่านร้านหรือที่อยู่ใกล้บริเวณร้านที่จะเปิดทำการ  ในกรณีที่เป็นธุรกิจที่ต้องมีการใช้บริการภายในร้าน หรือสามารถซื้อสินค้าบางส่วนกลับได้ ก็ต้องคาดการณ์จำนวนลูกค้าที่นั่งหรือใช้บริการภายในร้าน เทียบต่อจำนวนลูกค้าที่ซื้อกลับไปบ้าน
  • หายอดขายเฉลี่ยต่อหัว : พิจารณาดูว่าลูกค้าหนึ่งคนจะซื้อสินค้าเท่าใด
  • หาอัตราการหมุนเวียนของโต๊ะเก้าอี้ หรือ อุปกรณ์ที่ต้องรองรับการให้บริการลูกค้า : ในกรณีของร้านอาหาร จะพิจารณาลูกค้าจะใช้เวลาในการนั่งกินในร้านเฉลี่ยแล้วเท่าใด และจะมีลูกค้าที่หมุนเวียนมาใช้กี่ครั้งต่อ ชุดโต๊ะหนึ่งชุดต่อหนึ่งวัน ก็จะสามารถคาดการณ์ยอดขายเฉลี่ยต่อวันได้
  • กำหนดสัดส่วนและขนาดพื้นที่ภายในร้านตามลักษณะการใช้งาน : ในกรณีร้านอาหารต้องแบ่งส่วนหน้าร้าน  ส่วนครัว  และส่วนหลังร้านเป็น สต๊อคสินค้าหรือสินค้าที่ต้องจัดเก็บที่เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องเตรียมเงินทุนไว้ด้วย
  • หาสัดส่วนการขายในแต่ละกลุ่มสินค้า หรือ หาสัดส่วนการขายในแต่ละประเภทบริการ จัดทำ Menu Mix เพื่อทราบ % ของต้นทุนสินค้าในแต่ละเดือน  จะทำให้สามารถวิเคราะห์สัดส่วนการขายและอัตรากำไรของการดำเนินธุรกิจ
  • จัดทำสรุปยอดขายรายเดือนเปรียบเทียบรายสาขา

              ข้อมูลดังกล่าวเป็นการสร้างภาพของธุรกิจให้ชัดเจนขึ้น ร้านค้าสามารถคาดการณ์ยอดขายของตนเองได้ สามารถเข้าใจพื้นฐานของต้นทุนของสินค้าและบริการที่มีอยู่ได้ในระดับหนึ่ง การได้ทราบแนวทางของ ต้นทุน ยอดขาย คาดการณ์ จะช่วยในการบริหารและตัดสินใจ เป็นข้อมูลประกอบได้ดีขึ้น

ถ้าได้ทำมาถึงตรงนี้ได้จริงแล้ว ผมก็ถือว่าการตัดสินใจจะลงทุนหรือไม่นั้นเป็นการตัดสินใจที่จะยอมรับได้แล้ว มีอัตราเสี่ยงน้อยลงไปอย่างมาก แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ชีวิตการทำธุรกิจก็คือ ความเสี่ยง ต้องยอมรับกันไว้ด้วยว่าถ้าทำแล้วรวยกันทุกคนก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ

ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์

www.peerapong.com

Leave A Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *